เบญจมาศ แก้สารพัดโรค

เบญจมาศ ดอกไม้กินได้ แก้สารพัดโรค

 

ทั้งแก้โรคตับ ไขข้ออักเสบ ปวดหัว ป้องกันโรคผมหงอก

เบญจมาศ เป็นไม้ล้มลุกที่มีมากมายหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์ก็มีลักษณะดอกแตกต่างกันไป บางสายพันธุ์ก็ดอกเล็กบางพันธุ์ก็ดอกใหญ่ นิยมปลูกเป็นไม้ตัดดอกที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดีและ ถ้าหากปลูกลงกระถางไว้ในบ้านจะช่วยได้ดีในเรื่องของการลดมลพิษในอากาศ

 

ลักษณะ โครงสร้างของดอกเบญจมาศจะมีลำต้นเป็นพุ่ม แตกกิ่งก้าน ใบ ลำต้นมีขนอ่อนๆ ดอกจะมีกลีบดอกแยกเป็นชั้นๆ ตามรูปร่าง มีหลายสี เช่น สีเหลือง สีขาว สีม่วงที่เรามักจะคุ้นเคยกัน ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือปักชำกิ่ง จะใช้ดอกเบญจมาศในการจัดแจกันดอกไม้ จัดงานเทศกาลต่างๆ ซึ่งสามารถใช้ได้ทุกโอกาส

 

ส่วน ใหญ่เราจะเห็นเบญจมาศเป็นดอกที่ใช้ประดับเพื่อความสวยงาม แต่รู้หรือไม่ว่าเบญจมาศยังสามารถใช้ประโยชน์เป็นยารักษาโรคและรับประทานได้ เช่นทำเป็นชาชงดื่ม

 

ดอกเบญจมาศ แห้ง 1 ช้อนชา

น้ำ 1 ถ้วย

ต้มน้ำรอไว้ ใส่ดอกเบญจมาศแห้งลงไปในถ้วย พอน้ำเดือดให้เทน้ำร้อนตามลงไป กรองเอาเศษดอกไม้ออก แค่นี้ก็จะชาที่น่าดื่มเพื่อสุขภาพแล้ว

 

เกือบ ทุกส่วนของเบญจมาศที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ดอก ใบ ลำต้นสามารถที่จะแก้โรคตับ ไขข้ออักเสบ ประจำเดือนมาไม่ปกติ ปวดหัว ป้องกันโรคผมหงอก ขับลม เป็นยาเจริญอาหาร บำรุงประสาท และสายตา ดอกแห้งรับประทานต้มกินแก้ร้อนใน ทำยาหอม ยาชูกำลัง ใบและลำต้น ตำพอกรักษาแผลน้ำร้อนลวกและโรคผิวหนัง

 

ดอกไม้ บางอย่างใช่ว่าจะสวยแด่ดอก หากรู้จักที่ศึกษาและเล็งเห็นถึงคุณค่าของมัน รับรองได้ว่าจะได้รับประโยชน์คุ้มค่าเลยทีเดียวอย่างเช่นดอกเบญจมาศนี้ค่ะ

ที่มา  http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/6526

 

การจัดมาตรฐาน

ดอกเบญจมาศ

การจัดมาตรฐาน

กลุ่มดอกเดี่ยว

ชั้น 1
1. กลุ่มดอกใหญ่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางดอก 4.5 นิ้วขึ้นไป กลุ่มดอกเล็กมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
ดอก 3.5 นิ้วขึ้นไป
2. ความยาวของก้านดอก 60 ซม.ขึ้นไป
3. ใบ ดอก และก้านต้องสมบูรณ์ มีลักษณะตรงตามพันธุ์

ชั้น 2
1. กลุ่มดอกใหญ่ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางดอก 3-4.5 นิ้ว   กลุ่มดอกกลาง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ดอก 3-4 นิ้ว  กลุ่มดอกเล็ก มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางดอก 3 นิ้ว
2. ความยาวก้านดอก 50 ซม.ขึ้นไป
3. ใบ ดอก และก้านดอกสมบูรณ์ มีลักษณะตรงตามพันธุ์

ชั้น 3
1. เส้นผ่าศูนย์กลางของดอกมีขนาดต่ำกว่า 3 นิ้ว
2. ความยาวก้านดอก 40 ซม.ขึ้นไป
3. ใบ และดอก มีตำหนิได้บ้างเล็กน้อย ประมาณ 5 เปอร์เซนต์

กลุ่มดอกช่อ

ชั้น 1
1. จำนวนดอกที่จะบานได้ต่อช่อ 5 ดอกขึ้นไป
2. ความยาวก้านดอก 60 ซม.ขึ้นไป
3. ขนาดของก้านสม่ำเสมอ ใบ และดอกสมบูรณ์

ชั้น 2
1. จำนวนดอกที่จะบานได้ต่อช่อ 5 ดอกขึ้นไป
2. ความยาวก้านดอก 50 ซม.ขึ้นไป
3. ขนาดของก้านสม่ำเสมอ ดอกและใบไม่มีตำหนิ

ชั้น 3
1. จำนวนดอกที่จะบานได้ต่อช่อน้อยกว่า 5 ดอก
2. ความยาวก้านดอก 50 ซม.
3. ก้านอาจจะเล็กกว่าเกรด  1  และ  2  แต่ต้องยังมีความแข็งแรง   ดอกและใบมีตำหนิได้ไม่เกิน 5 เปอร์เซนต์

การเข้ากำ
กลุ่มช่อดอกกว้าง   เข้ากำ 3 ก้านขึ้นไปต่อ 1 กำหรือให้ได้ความกว้างของหน้าดอกใน  1 กำ
ประมาณ 25 ซม.

กลุ่มช่อดอกขนาดกลาง   เข้ากำ 4  ก้านต่อกำขึ้นไปหรือความกว้างหน้าดอก 1  กำประมาณ
20 ซม.

กลุ่มช่อดอกแคบ    เข้ากำ 7 ก้านต่อกำขึ้นไป   หรือความกว้างของหน้าดอก 1 กำ  ประมาณ
20 ซม

ที่มา  http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no03-24/judmatra_ben.html

 

โรคและแมลงของดอก

ดอกเบญจมาศ

โรคและแมลง

โรค
1. โรคใบแห้ง  เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย  Erwinia chrysanthemi  อาการเริ่มแรก  ยอดจะเหี่ยวในเวลากลางวัน   และฟื้นในเวลากลางคืน   ต่อมายอดจะเน่าแห้งเป็นสีน้ำตาล   โรคนี้ระบาดมากในสภาพ
อากาศร้อนและความชื้นสูง เชื้อโรคจะติดมากับเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น มีดหรือกรรไกร
การป้องกันกำจัด ควรใช้กิ่งปักชำที่ปราศจากโรคมาปลูก และถ้ามีโรคระบาดในแปลงควรเผาทำลาย หรือฉีดพ่นด้วยสารเคมีประเภทสเตรปโตมัยซิน
2. โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรา Septoria sp. ระบาดมากในฤดูฝน  มีอาการคือ ใบจะเป็นจุดสีน้ำตาล ไหม้แผลค่อนข้างกลม เมื่อเป็นมากๆ   แผลจะขยายใหญ่ติดกันจนทำให้ใบไหม้แห้งและร่วง  มักเป็นใบ
ล่างขึ้นมาจนถึงยอด
การป้องกันกำจัด ไม่ควรปลูกเบญจมาศชิดกันมาก ทำให้อากาศถ่ายเทไม่สะดวกมีผลให้ความชื้นสูงที่โคนต้นง่ายต่อการระบาดของโรค   และควรฉีดพ่นด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา  เช่น  แคบแทน,
มาเนบ ,  และไซเนบ  อย่างสม่ำเสมอ
3. โรคดอกเน่า เกิดจากเชื้อรา Choanephora sp. ระบาดมากในฤดูฝน อาการที่พบคือกลีบดอก เน่าช้ำเป็นสีน้ำตาลแก่ เกิดได้ทั้งในดอกอ่อนและดอกแก่
การป้องกันกำจัด ในฤดูฝนควรฉีดยาป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไซเนบ, แคบแทน, ไดเทน เอ็ม45 โดยใช้ร่วมกับยาจับใบ
4. โรคราสนิม  เกิดจากเชื้อเรา  Puccinia chrysanthemi  มักเป็นกับเบญจมาศที่ปลูกทางภาค
เหนือ สังเกตได้ที่ใบ, กลีบดอก และก้านดอก จะพบสปอร์ของเชื้อราเป็นสีเหลืองที่บริเวณเหล่านี้ ทำให้ใบแห้งเป็นสีน้ำตาล
การป้องกันกำจัด ดูแลแปลงปลูกให้สะอาด และฉีดพ่นด้วยเพลนท์แวกซ์ ทุก ๆ 7 วันในช่วงที่มีการ
ระบาด

แมลง
1.หนอนผีเสื้อกินดอก  จะกัดกินใบและยอดเบญจมาศขณะยังไม่ออกดอก   แต่เมื่อเบญจมาศออกดอก
หนอนจะกัดกินกลีบดอกและทำให้ดอกร่วง
การป้องกันกำจัด ให้ฉีดพ่นด้วย บาซูดิน 40% ชนิดผง 2-3 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ปี๊บ
2.หนอนเจาะสมอฝ้าย มักกัดกินดอกเป็นหย่อม ๆ ทำให้ดอกไม่ได้คุณภาพ
การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นด้วย อโกรน่า, แบคโ สบิน, แอมบุช หรือแลนเนท
3.เพลี้ยไฟ ดูดกินน้ำเลี้ยงจากกลีบดอก ทำให้ดอกไม่บานหรือดอกแหว่ง และทำให้กลีบดอกเหี่ยวแห้ง     การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นด้วยพอสซ์ อัตรา 2 ช้อนต่อน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่น 3 วันต่อครั้ง เมื่อถึงระยะดอก เริ่มบานให้ฉีดวันเว้นวัน ติดต่อกัน 7 ครั้ง
4.เพลี้ยอ่อน  ดูดกินน้ำเลี้ยงที่โคนกลีบดอก  ทำให้ดอกหงิกงอไม่บานหรือยอดคดงอ  ดอกมีขนาดเล็กลง
การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นด้วยมาลาไธออน 57% EC อัตรา 2-3 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ปี๊บ หรือบาซูดิน 60% EC อัตรา 2-3 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ปี๊บ

ที่มา  http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no03-24/rokmalang_ben.html

 

การใช้สารเคมี

ดอกเบญจมาศ

การใช้สารเคมี

การดูดน้ำของเบญจมาศอาจจะไม่ดีพอถ้าหากก้านส่วนล่างสุดมีสภาพเป็นไม้เนื้อแข็ง   ซึ่งแก้ไข
ได้โดยการตัดก้านให้เหนือจากบริเวณดังกล่าวประมาณ  10  ซม.  หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว  แช่ลงในสาร
เคมีซึ่งประกอบด้วย เกลือเงินไนเตรทเข้มข้น 25 มก./ลิตร จนถึงเวลาบรรจุหีบห่อ หรือถ้าใช้ความเข้ม
ข้น1,000 มก./ลิตร  จะย่นระยะเวลาการแช่เหลือ  10  นาทีได้  ในกรณีที่ตัดดอกตูมมากอาจจะใช้สาร
เคมีบางชนิดช่วยทำให้ดอกบานเร็วขึ้น   และมีขนาดดอกตามปกติ   สารเคมีที่ใช ้  ประกอบด้วยน้ำตาล
ซูโครส 2-3 เปอร์เซนต์  เกลือเงินไนเตรท 25 มก./ลิตร   กรดซิตริก (citric acid) 75 มก./ลิตร โดย
ควรแช่ในสภาพอุณหภูมิ ประมาณ 20-22 องศาเซลเซียส  และมีแสงความเข้ม  1,000 – 1,500 ลักซ์
นาน 16 ชั่วโมงต่อวัน การเหลืองของใบเบญจมาทำให้ดอกหมดคุณภาพไปด้วย  ซึ่งอาจจะแช่ก้านดอก
ในฮอร์โมนไซโตไคนินเพื่อป้องกันการเหลืองของใบได้ โดยเฉพาะในกลุ่ม pompons

ที่มา http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no03-24/sanchemi_ben.html

 

การใส่ปุ๋ยและการให้แสง

ดอกเบญจมาศ

การใส่ปุ๋ยและการให้แสง

 
การใส่ปุ๋ย :  เมื่อกิ่งชำตั้งตัวแล้ว เราควรเร่งให้มีการเจริญเติบโตทางลำต้น โดยใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง  เช่น  แอมโมเนียมซัลเฟต 1-2 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร รด 2 ครั้งห่างกัน 7-10 วัน และใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 โรยตามร่องระหว่างแถวทุก 15 วัน เมื่อเกิดตาดอกให้ใช้ปุ๋ยอัตรา 1:2:1 เช่นสูตร 12-24-12 และเสริมด้วยปุ๋ยทางใบที่มีธาตุอาหารรอง เพื่อเร่งการออกดอก เมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยว ควรงดการให้ปุ๋ย เพื่อให้ดอกมีคุณภาพดี แต่ก่อนที่ตัดดอก 5-7 วัน ควรใช้โปแตสเซียมคลอไรด์ 1 ช้อนแกงละลายน้ำ 20 ลิตร รดที่ต้นเพื่อช่วยให้ก้านดอกแข็งแรงและดอกบานทนขึ้น

การ ให้แสง : เพื่อป้องกันไม่ให้เบญจมาศออกดอกเร็ว ทั้งที่ต้นไม่สมบูรณ์ ในช่วงวันสั้นอาจใช้หลอดไฟ 100 วัตต์ ติดตั้งเหนือพื้นดิน 2 เมตร ระยะแต่ละหลอดห่างกัน 2 เมตร เปิดช่วงเวลา 22.00 –2.00 น. การควบคุมการให้แสงไฟในตอนกลางคืนนี้จะเริ่มเปิดตั้งแต่เริ่มปลูก จนกระทั่งต้นสูง 30-40 ซม. จึงปิดไฟให้ต้นรับแสงตามปกติเพื่อให้เกิดตาดอกและพัฒนาเป็นดอกต่อไปการใช้ ผ้าดำ   ในการปลูกช่วงวันยาวหรือการปลูกนอกฤดูต้องมีการใช้ผ้าดำที่มืดสนิทคลุม แปลงปลูกในเวลา 18.30 – 08.00 ของวันใหม่ จนกว่าจะเริ่มเห็นสีดอก

ที่มา  http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no03-24/kayai_ben.html

 

พันธุ์ต่างๆ

ดอกเบญจมาศ

พันธุ์ต่างๆ

       พันธุ์ที่ส่งเสริม
1. พันธุ์ดอกเดี่ยว ได้แก่ ไรวารี (Rivalry) อินคา (Inga)
2. พันธุ์ดอกช่อ ได้แก่ เรแกน (Reagan) โคคาด (Cocarde)
3. พันธุ์ดอกสีเหลือง : โคคาด (Cocarde) ,  โกลเด้น วาลังเกน  (Golden Van Langen),
เรแกน ซันนี่  (Reagan  Sunny) ,  โกลเด้น โพลาริส  (Golden  Polaris) ,  ซันนี่ พูม่า
(Sunny Puma)
4. พันธุ์ดอกสีขาว :  เรแกนไวท์  (Reagan White) ,  พูม่า (Puma) ,  เวสต์แลนด์ สโนว์
(Westland Snow)
5. พันธุ์ดอกสีแดง : สตรอยก้า  (Stroika) , ไทเกอร์แรค (Tigerrag) , เรแกน เรด (Reagan
Red)
6. พันธุ์ดอกสีม่วง: (Reagan dark Splendid) เรแกน ดาร์ค สเปลนดิค
7. พันธุ์ดอกสีชมพู: เรแกน อิมพรูพ (Reagan Improve)
8. พันธุ์ดอกสีส้ม: (Reagan Orange) เรแกน ออเรนจ์

ที่มา  http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no03-24/pun_ben.html

 

การปลูกและการดูแลรักษา

ดอกเบญจมาศ

การปลูกและการดูแลรักษา

การเตรียมดิน : ควรทำในฤดูแล้ง โดยขุดพลิกหน้าดินตากแดดเอาไว้ 2 สัปดาห์  ย่อยดิน  เก็บวัชพืชออก และโรยปูนขาว เพื่อปรับสภาพดิน ดินที่เหมาะสำหรับปลูกเบญจมาศควรจะมีค่า pH ประมาณ 6  และถ้าเป็นพื้นที่ที่เคยปลูกมาก่อนควรอบดินด้วยเมธิลโบรไมด์ หรือบาซามิคจี เพื่อฆ่าเชื้อโรคและไข่แมลงในดิน เบญจมาศสามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่ถ้าจะให้ดีควรปลูกในดินที่โปร่ง ร่วนซุย มีอินทรีย์วัตถุเพียงพอและมีการระบายน้ำดี  แต่ถ้าปลูกเบญจมาศในที่ลุ่มน้ำท่วมถึงและเป็นดินเหนียว ระบายน้ำไม่ดี ควรยกร่องปลูก โดยขนาดแปลงกว้าง 5 เมตร ให้ร่องน้ำกว้าง 1 เมตร ลึก 60 ซม. หากปลูกในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดีก็ไม่จำเป็นต้องยกร่องสูง แต่ควรให้แปลงสูง 15-20 ซม. ขนาดแปลงกว้าง 1.20 เมตร และทางเดินกว้าง 80 ซม.

วิธีการปลูก : การปลูกเบญจมาศ แบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ การปลูกแบบเด็ดยอด โดยเด็ดยอดอ่อนหลังต้นกล้าตั้งตัวได้แล้ว และการปลูกแบบไม่เด็ดยอดหรือแบบต้นเดี่ยว ใช้ระยะปลูกที่ถือว่าการปลูกแบบเด็ดยอดใช้ต้นพันธุ์มากกว่า แต่การปลูกแบบนี้จะมีช่วงการเจริญเติบโตสั้นกว่าและคุณภาพดอกดีกว่าด้วยการปลูกเบญจมาศจะปลูกในฤดู ระหว่างเดือนสิงหาคม ถึง ธันวาคม และ ปลูกนอกฤดู มกราคมถึงกรกฎาคม     

 การรดน้ำ : ควรรดน้ำตอนเข้า เพื่อให้น้ำที่เปียกใบมีโอกาสแห้งได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาของโรคราได้  เบญจมาศชอบอากาศหนาวหรืออบอุ่น ถ้าปลูกภาคเหนือจะได้ดอกที่ใหญ่และงามกว่า เบญจมาศไม่ชอบอากาศร้อนจัดจะทำให้ดอกเล็ก 

ที่มา  http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no03-24/plook_ben.html

 

ตำนานดอกเบญจมาศ

ตำนานดอกเบญจมาศ – ดอกไม้มงคลแห่งเอเซีย

แม้ว่าเบญจมาศ อาจจะเป็นดอกไม้ที่เราพบเห็นกันเสมอ

แต่น้อยคนจะรู้ว่า ดอกเบญจมาศ นั้น มีคุณค่าทางจิตใจ

ดอกเบญจมาศ เป็นตัวแทนของสิ่งดีๆ ตามตำนานของเอเซีย

และยังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย ทำให้ดอกเบญจมาศนั้น

ได้รับความนิยมมายาวนาน เคียงคู่ภูมิปัญญาตะวันออก นั่นเอง

ถิ่นกำเนิดดั้งเดิม ของ เบญจมาศ เชื่อว่าอยู่ใน ประเทศจีน

คนจีนเรียกดอกเบญจมาศ ว่า เก็กฮวย

ส่วนชาวญี่ปุ่นเรียกดอกเบญจมาศ ว่า  คิกุโนะฮานะ

เป็นตัวแทนความรักความจริงใจและแสงสว่างแห่งความหวัง

คิกุโนะ เป็นชื่อของ หญิงสาวชาวญี่ปุ่น ตามตำนานที่เล่าสืบมา

หญิงสาวผู้นี้มีความรักให้กับสามีอย่างลึกซึ้ง

ต่อมา สามีเธอป่วย เธอจึงได้บรวงสรวงถามเทพเจ้า

ถึงระยะเวลาที่จะได้ครองคู่อยู่กับสามีของเธอ

ทันใดนั้น ก็เกิดนิมิตประหลาด บอกกับเธอว่า

หากเธอสามารถหาดอกไม้ที่มีจำนวนกลีบมากๆมาบูชาเทพเจ้า

ก็จะทำให้สามีของเธอ มีอายุยืนยาวเท่ากับจำนวนกลีบของดอกไม้นั้น

เธอจึงพยายามแสวงหาดอกไม้ที่มีกลีบมากที่สุด

แต่ก็ไม่มีดอกไหนเลยที่มีจำนวนกลีบมากเท่าที่เธอต้องการ

ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจเอาดอกไม้ที่มีกลีบมากที่สุด

มากรีดให้แต่ละกลีบเป็นฝอยยาว

จนกลายเป็นดอกไม้ที่มีกลีบนับไม่ถ้วน

เทพเจ้าเห็นความตั้งใจจริง ของ คิกุโนะ

จึงบันดาลให้สามีเธอหายป่วย และอยู่ครองคู่กับเธอไปชั่วกาลนาน

ดอกเบญจมาศ ถือเป็นสัญลักษณ์ของความดีงามอันเป็นมงคล

แม้แต่ตราจักรพรรดิญี่ปุ่น ก็เป็นรูปดอกเบญจมาศ 16 กลีบ

นอกจากนี้ เชื่อกันว่า เบญจมาศ มีสรรพคุณ เป็นยาอายุวัฒนะ

หากนำดอกเบญจมาศใส่ในถ้วยเหล้าสาเก

แล้วดื่มเหล้าสาเก ในวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 (เดือนตุลาคม)

จะทำให้เราคงความหนุ่ม สาว ไว้ได้ตลอดกาลเลยทีเดียว

ด้วยความสวยงามโดดเด่น  และมีตำนานที่น่าชื่นชม

ทำให้ดอกเบญจมาศได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก

ในอังกฤษ นั้น ดอกเบญจมาศ เป็นดอกไม้ประจำเดือน พฤศจิกายน

เบญจมาศ พันธ์ดอกสีขาว ขนาดเล็ก กลิ่นหอม

ที่นำมาตากแห้ง แล้วต้มน้ำร้อนดื่ม เรารู้จักกันดี คือ น้ำเก็กฮวย

มีสรรพคุณ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้อ่อนเพลีย

เป็นยาชูกำลัง และ บำรุงหัวใจ ได้เป็นอย่างดี

นี่แหละครับ ดอกเบญจมาศ ดอกไม้ที่สวยงามและสดใส

..

คุณล่ะครับ มีดอกเบญจมาศ ไว้ที่บ้านกันแล้วหรือยัง?

 ที่มา  http://www.oknation.net/blog/kritwat/2009/11/20/entry-2

 

 

ข้อมูลทั่วไป

ข้อมูลทั่วไป

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dendranthemum grandifflora (เดิมชื่อ Chysanthemum morifolium)

วงศ์ : Asteraceae(เดิมวงศ์ Compositae)

ถิ่นกำเนิด : ในประเทศญี่ปุ่นและจีน

เบญจมาศเป็นดอกประเภท Head เกิดจากการรวมดอกย่อย 2 ชนิด คือ กลีบดอกชั้นนอก (Ray floret) ซึ่งเป็นดอกตัวเมีย ไม่มีเกสรตัวผู้ และกลีบดอกชั้นใน (Disk floret) ซึ่งเป็นดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย เบญจมาศ แยกตามประโยชน์ใช้สอยและการปลูกปฏิบัติ ได้ 4 ประเภท ดังนี้

1. Exhibition type เป็นเบญจมาศที่มีดอกขนาดใหญ่ ลำต้นสูงประมาณ 1 เมตร ไม่มีการเด็ดยอดแต่ต้องเด็ดตาข้าง ทิ้งเพื่อให้เหลือดอกยอดเพียง 1 ดอก
2. Standard type มีดอกเล็กกว่าประเภท แรก ต้องเด็ดยอดเพื่อให้แตกกิ่งข้าง 3-4 กิ่ง และเด็ดดอกข้างทิ้งให้เหลือดอกยอดเพียงดอกเดียว นิยมใช้เป็นไม้ตัดดอก
3. Spray type เบญจมาศประเภทนี้เป็นประเภทที่มีหลายดอกต่อ 1 กิ่ง และมี 6-10 กิ่งต่อต้น ไม่มีการเด็ดดอกข้าง ดอกมีขนาดเล็กกว่าประเภท Standard type ใช้ปลูกเป็นไม้ตัดดอกหรือถอนขายทั้งต้นโดยตัดรากทิ้ง
4. Potted plant เบญจมาศประเภทนี้ใช้ปลูกเป็นไม้กระถาง มีทรงพุ่มกะทัดรัด ดอกดก และมีดอกขนาดเล็กแตกกิ่งก้านมาก

เบญจมาศประกอบด้วยดอกเล็ก ๆ เป็นจำนวนมาก ดอกที่อยู่รอบนอกและมีการเจริญเติบโตดีกว่า มองเห็นกลีบดอกได้ชัดเจนกว่าเราจะเรียกว่า ดอกชั้นนอก ซึ่งเป็นดอกที่มีแต่เกสรตัวเมีย ไม่มีเกสรตัวผู้ ส่วนดอกที่อยู่วงในเข้าไปและมีการเจริญเติบโตช้า มองเห็นกลีบดอกไม่ชัดเจน เพราะมีกลีบดอกสั้น รวมกันเป็นกระจุกตรงกลางดอก ซึ่งมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่รวมกัน  เบญจมาศนั้น มีสีเหลืองสวยงามแต่จะไม่มีกลิ่น

ที่มา  http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no03-24/kormool_ben.html